เคยไหมคะที่นั่งคิดเรื่องอนาคตของเรา แล้วเผลอคิดไปถึงอนาคตทางการเงินของคุณพ่อคุณแม่ด้วย? ฉันเองก็เคยรู้สึกกังวลใจแบบนั้นบ่อย ๆ ค่ะ เพราะเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ กับผู้ใหญ่ในบ้านเนี่ย บางทีก็เป็นเรื่องที่พูดยากเหลือเกินในสังคมไทยเราจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสำคัญมาก ๆ เลยนะ แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปเยอะเลยค่ะ ประเทศไทยเรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านอาจมีรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นในวัยเกษียณ และลูก ๆ อย่างเราก็ต้องแบกรับภาระที่หนักอึ้งขึ้นไปอีก ไม่ใช่แค่เรื่องของความกตัญญูเท่านั้น แต่มันคือการวางแผนชีวิตให้มั่นคงสำหรับทุกคนในครอบครัวเลยล่ะค่ะ ถ้าเราไม่เริ่มต้นทำความเข้าใจและหาทางออกร่วมกันตั้งแต่เนิ่น ๆ ปัญหาเล็ก ๆ ก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบความสุขของทุกคนได้นะคะ อย่ารอให้สายเกินไปเลยค่ะ มาร่วมเรียนรู้และเตรียมพร้อมเพื่ออนาคตทางการเงินที่มั่นคงและสบายใจของทั้งตัวเราและคนที่เรารักกันนะคะ ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกทุกประเด็นสำคัญ พร้อมเปิดทุกมุมมอง เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวเข้าใจกันมากขึ้นและเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างมีความสุขค่ะ มาดูกันว่าเราจะรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง
มาเปิดใจคุยเรื่องเงินๆ ทองๆ ของครอบครัวกันเถอะ

ทำไมเรื่องเงินพ่อแม่ ถึงเป็นเรื่องของลูกๆ ด้วย
ฉันรู้ค่ะว่าหลายคนอาจจะเคยเจอสถานการณ์คล้ายๆ กัน บางทีก็แอบเครียดนะ เวลาคิดถึงอนาคตตัวเองแล้วก็แวบไปถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ ของคุณพ่อคุณแม่ด้วยเนี่ย ยิ่งสังคมเรากำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยเต็มตัวแบบนี้ ปัญหาเรื่องรายได้ไม่พอใช้จ่ายหลังเกษียณของผู้สูงอายุไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้วนะคะ และภาระตรงนี้มันก็มักจะตกมาที่เราในฐานะลูกๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ไม่ใช่แค่เรื่องความกตัญญูเท่านั้น แต่มันคือการวางรากฐานชีวิตให้มั่นคงสำหรับทุกคนในครอบครัว ถ้าเรามองข้ามปัญหาเหล่านี้ไป คิดว่าเดี๋ยวค่อยแก้ตอนหน้า งานใหญ่ก็อาจจะเข้ามาเคาะประตูบ้านแบบไม่ทันตั้งตัวได้เลยนะคะ ฉันเองก็เคยพลาดมาแล้ว กว่าจะรู้ตัวว่าต้องเริ่มวางแผนอย่างจริงจัง ก็เกือบจะสายเกินไป แต่ตอนนี้ฉันได้เรียนรู้แล้วว่า การเริ่มต้นพูดคุยและวางแผนร่วมกันตั้งแต่เนิ่นๆ เนี่ย สำคัญมากแค่ไหน มันช่วยให้เราไม่แค่รับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีขึ้น แต่ยังสร้างความสบายใจให้กับทั้งคุณพ่อคุณแม่และตัวเราเองด้วยนะคะ เพราะความมั่นคงทางการเงินไม่ได้แปลว่าต้องรวยล้นฟ้าเสมอไป แต่มันหมายถึงการมีชีวิตที่ปราศจากความกังวลใจเรื่องปากท้องต่างหากล่ะค่ะ มาดูกันว่าเราจะเริ่มต้นสร้างความมั่นคงนี้ไปด้วยกันได้อย่างไรบ้างนะคะ อย่ารอให้ปัญหามันหนักอึ้งจนแก้ไม่ไหวเลยนะ
สัญญาณเตือนภัยทางการเงินที่คุณต้องจับตา
จริงๆ แล้ว บางครั้งคุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะไม่ค่อยอยากเล่าเรื่องเงินๆ ทองๆ ของตัวเองให้ลูกฟังเท่าไหร่หรอกค่ะ ไม่ว่าจะด้วยความเกรงใจ ไม่อยากให้ลูกเป็นห่วง หรือบางทีท่านเองก็อาจจะยังไม่ได้วางแผนอะไรไว้เลยก็ได้ค่ะ แต่ในฐานะลูก เราก็พอจะสังเกตเห็นสัญญาณบางอย่างได้นะคะ อย่างเช่น ถ้าท่านเริ่มบ่นเรื่องค่าใช้จ่ายนู่นนี่นั่นบ่อยขึ้น หรือดูเหมือนจะประหยัดมากขึ้นเป็นพิเศษในเรื่องที่ไม่เคยประหยัดมาก่อน หรือบางทีก็อาจจะเริ่มถามเราเรื่องเงินๆ ทองๆ มากขึ้น หรือแม้แต่ดูมีสีหน้ากังวลเวลาพูดถึงเรื่องค่ารักษาพยาบาล หรือเรื่องเกษียณอายุการทำงาน นั่นอาจจะเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาที่เราจะต้องเข้าไปดูและเข้าไปช่วยจัดการแล้วล่ะค่ะ อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าท่านมีปัญหาการเงินเสมอไปนะคะ แต่อย่างน้อยก็เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ลองนั่งคุยกันอย่างเปิดอก เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของท่านให้ลึกซึ้งขึ้นค่ะ การรู้ข้อมูลเบื้องต้นอย่างรอบด้านจะช่วยให้เราวางแผนได้ถูกจุดและเหมาะสมกับความต้องการของท่านมากที่สุดค่ะ ฉันเคยคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง เขาบอกว่าพ่อแม่เขาดูไม่เคยมีปัญหาเรื่องเงินเลย แต่พอมาลองถามดีๆ ถึงรู้ว่าท่านเก็บเงินไว้ที่หนึ่ง แต่หนี้อีกที่หนึ่งเยอะมาก!
นี่แหละค่ะ คือเหตุผลว่าทำไมการสื่อสารจึงสำคัญที่สุด
เปิดใจคุยกัน: ทลายกำแพงเรื่องเงินในครอบครัว
หาจังหวะที่เหมาะสม และเริ่มบทสนทนาอย่างอ่อนโยน
ฉันเข้าใจดีเลยค่ะว่าการชวนคุณพ่อคุณแม่คุยเรื่องเงินๆ ทองๆ เนี่ย บางทีมันก็เป็นเรื่องที่อึดอัดใจสุดๆ เลยนะ เพราะสังคมไทยเราไม่ได้สอนให้เราพูดเรื่องนี้กันอย่างเปิดเผยเท่าไหร่ แถมบางทีก็กลัวจะไปกระทบความรู้สึกของท่านอีกต่างหาก แต่เชื่อเถอะค่ะว่าถ้าเราไม่เริ่มวันนี้ แล้วจะเริ่มวันไหน?
สิ่งสำคัญคือต้องหาจังหวะที่เหมาะสมที่สุดค่ะ ลองนึกดูสิคะว่าช่วงเวลาไหนที่คุณพ่อคุณแม่ดูผ่อนคลายที่สุด สบายใจที่สุด อาจจะเป็นตอนที่นั่งดูทีวีด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน หรือตอนที่ไปเที่ยวพักผ่อนด้วยกัน ลองเริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆ สบายๆ ก่อนก็ได้ค่ะ เช่น “คุณพ่อคุณแม่มีอะไรให้หนูช่วยจัดการบ้างไหมคะช่วงนี้” หรือ “หนูเห็นเพื่อนๆ เขาเริ่มวางแผนชีวิตหลังเกษียณให้พ่อแม่กันแล้ว หนูเลยลองคิดดูว่าของเราควรจะเป็นยังไงดีคะ” เน้นที่ความห่วงใยและความต้องการที่จะช่วยท่านจริงๆ นะคะ ไม่ใช่การเข้าไปสอบสวนหรือจับผิด เพราะเมื่อเราแสดงออกถึงความรักและความปรารถนาดีอย่างจริงใจ กำแพงในใจของท่านก็จะค่อยๆ ทลายลงเองค่ะ จำไว้ว่าความอดทนและเข้าใจเป็นกุญแจสำคัญนะคะ บางทีท่านอาจจะยังไม่พร้อมที่จะเล่าทุกอย่างในครั้งแรกก็ได้ค่ะ
สร้างความไว้วางใจ: ให้ท่านรู้สึกปลอดภัยที่จะเล่า
หลังจากที่เราเปิดบทสนทนาได้แล้ว สิ่งต่อมาที่สำคัญไม่แพ้กันเลยก็คือ การสร้างความไว้วางใจค่ะ คุณพ่อคุณแม่จะยอมเปิดเผยเรื่องราวทางการเงินที่ละเอียดอ่อนก็ต่อเมื่อท่านรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจว่าเราจะเข้าใจและไม่ตัดสินท่าน ลองบอกท่านว่าเราอยู่ตรงนี้เพื่อสนับสนุน ไม่ได้ต้องการเข้าไปควบคุมหรือก้าวก่าย การรับฟังอย่างตั้งใจ โดยไม่ขัดจังหวะหรือแสดงสีหน้าตกใจ ไม่ว่าจะได้ยินเรื่องราวแบบไหน จะช่วยให้ท่านกล้าที่จะเล่าต่อมากขึ้นค่ะ อาจจะลองเสนอว่าเรายินดีที่จะเป็นคนกลางในการช่วยจัดระเบียบข้อมูล หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมให้ท่านก็ได้ค่ะ อย่างที่ฉันเคยเจอมา บางทีท่านก็แค่ต้องการใครสักคนที่จะรับฟังและช่วยคิดมากกว่าที่จะต้องการเงินทองจากเราโดยตรงนะคะ และถ้าท่านมีพี่น้องคนอื่นๆ ก็อาจจะลองชวนกันมาคุยพร้อมกันก็ได้ค่ะ เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวรับรู้สถานการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน จะได้ช่วยกันวางแผนได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ
วางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณ: สร้างหลักประกันให้ชีวิต
สำรวจแหล่งรายได้และค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ
พอเราได้ข้อมูลจากคุณพ่อคุณแม่มาแล้ว ทีนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องมานั่งสำรวจสถานะทางการเงินของท่านกันอย่างละเอียดมากขึ้นค่ะ ลองมาดูกันว่าตอนนี้ท่านมีรายได้จากแหล่งไหนบ้าง เช่น เงินบำนาญ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ หรือจากธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ที่ท่านทำอยู่ และในอนาคตหลังเกษียณ รายได้เหล่านี้จะยังคงอยู่ครบถ้วนหรือไม่ หรือจะลดลงไปอย่างไรบ้าง พร้อมๆ กันนั้น เราก็ต้องสำรวจค่าใช้จ่ายของท่านด้วยค่ะ ทั้งค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล รวมถึงค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเล็กๆ น้อยๆ ที่ท่านชอบทำกิจกรรม เช่น ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว หรือซื้อของที่อยากได้ บางทีการจดบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างละเอียดเป็นเวลาสักเดือนสองเดือน อาจช่วยให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นมากเลยนะคะ ฉันเคยแนะนำเพื่อนให้ทำแบบนี้ แล้วเขาถึงกับตกใจเลยค่ะว่ามีค่าใช้จ่ายบางอย่างที่มองข้ามไปเยอะมาก การเห็นตัวเลขจริงจะช่วยให้เราประเมินได้ว่ารายได้ที่มีจะเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในวัยเกษียณของท่านหรือไม่ค่ะ
| แหล่งรายได้หลังเกษียณทั่วไป | ตัวอย่าง | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| เงินบำนาญ/บำเหน็จ | จากราชการ หรือประกันสังคม | เป็นรายได้ประจำที่แน่นอนที่สุด |
| เงินสะสมจากกองทุน | กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund), กบข. | ขึ้นอยู่กับการสะสมและผลตอบแทน |
| ดอกเบี้ย/เงินปันผล | จากเงินฝาก, หุ้น, กองทุนรวม | ผันผวนตามสภาวะตลาด |
| ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ | จากบ้านเช่า, คอนโดให้เช่า | รายได้ประจำถ้ามีทรัพย์สินให้เช่า |
| รายได้จากงานอดิเรก/ธุรกิจเล็กๆ | ขายของออนไลน์, ทำอาหารขาย | รายได้เสริมที่สร้างความสุขและคุณค่า |
วางแผนจัดการหนี้สินก่อนเข้าสู่วัยเกษียณ
นอกจากเรื่องรายรับรายจ่ายแล้ว หนี้สินก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เราต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษเลยค่ะ เพราะการมีหนี้สินติดตัวไปจนถึงวัยเกษียณ อาจสร้างความลำบากและเป็นภาระอย่างหนักได้เลยนะคะ ลองมาดูกันว่าคุณพ่อคุณแม่มีหนี้สินประเภทไหนบ้าง เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้ผ่อนบ้าน หนี้รถยนต์ หรือหนี้สินอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในระบบ สิ่งที่เราต้องทำคือวางแผนจัดการหนี้สินเหล่านี้ให้หมดไป หรือลดลงให้มากที่สุดก่อนที่ท่านจะเกษียณค่ะ การเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ หรือการรีไฟแนนซ์เพื่อลดดอกเบี้ย ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจนะคะ ถ้าเราสามารถช่วยให้ท่านปลดภาระหนี้สินได้ทั้งหมด หรือเหลือแต่เพียงหนี้สินที่จำเป็นและจัดการได้ง่าย ก็จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ใช้ชีวิตในวัยเกษียณได้อย่างสบายใจไร้กังวลมากขึ้นค่ะ ฉันเคยเห็นครอบครัวที่พ่อแม่เกษียณแล้ว แต่ยังต้องแบกหนี้บ้านอยู่ ลูกๆ เลยช่วยกันโปะให้หมดไป เพื่อให้ท่านได้พักผ่อนอย่างเต็มที่จริงๆ เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ยิ่งใหญ่มากเลยนะคะ
ทางเลือกสร้างรายได้เสริมให้คุณพ่อคุณแม่วัยเก๋า
ใช้ความรู้และประสบการณ์เดิมให้เป็นประโยชน์
ใครว่าคนเกษียณแล้วจะไม่มีรายได้คะ? โลกสมัยนี้เปลี่ยนไปเยอะมากเลยค่ะ คุณพ่อคุณแม่หลายท่านยังมีไฟ มีความรู้ มีประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิต ที่สามารถนำมาสร้างรายได้เสริมได้อย่างสบายๆ เลยนะคะ ลองชวนท่านคิดดูสิคะว่า ตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ท่านถนัดเรื่องอะไรเป็นพิเศษ มีทักษะอะไรที่โดดเด่น หรือมีงานอดิเรกอะไรที่รักมากๆ ไหม บางทีทักษะเหล่านั้นแหละค่ะ ที่สามารถแปลงเป็นเงินได้ เช่น ถ้าท่านเคยเป็นครู อาจจะลองสอนพิเศษออนไลน์ หรือเป็นติวเตอร์ส่วนตัว ถ้าท่านเก่งเรื่องทำอาหาร ก็อาจจะลองทำอาหารอร่อยๆ ขายในชุมชน หรือรับจัดเลี้ยงเล็กๆ น้อยๆ ถ้าท่านมีฝีมือด้านงานประดิษฐ์ งานฝีมือ ก็อาจจะลองทำผลิตภัณฑ์ขาย หรือเปิดคอร์สสอนทำก็ได้ค่ะ สิ่งสำคัญคือต้องเป็นสิ่งที่ท่านทำแล้วมีความสุข ไม่ใช่การทำงานหนักเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว การได้ทำในสิ่งที่รัก ยังช่วยให้ท่านรู้สึกมีคุณค่าและได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมายด้วยนะคะ อย่างคุณป้าข้างบ้านฉัน ท่านเคยเป็นพยาบาล ตอนนี้เกษียณแล้ว ก็ยังรับเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพให้กับเพื่อนบ้านค่ะ ได้ช่วยคนแถมยังมีรายได้เล็กๆ น้อยๆ อีกด้วย
ช่องทางออนไลน์: โอกาสใหม่ๆ ของวัยเก๋า
ไม่ต้องกลัวเทคโนโลยีเลยค่ะ เพราะตอนนี้ช่องทางออนไลน์เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุสร้างรายได้ได้หลากหลายมากๆ เลยนะคะ ลองชวนคุณพ่อคุณแม่มาลองสำรวจดูสิคะว่ามีแพลตฟอร์มไหนที่น่าสนใจบ้าง เช่น ถ้าท่านชอบทำอาหาร ก็อาจจะลองเปิดช่อง YouTube สอนทำอาหาร หรือเปิดเพจ Facebook ขายอาหารออนไลน์ ถ้าท่านชอบปลูกต้นไม้ ก็อาจจะเปิดช่อง TikTok แชร์เคล็ดลับการดูแลต้นไม้ หรือขายต้นไม้ผ่านช่องทางออนไลน์ ถ้าท่านชอบเล่าเรื่อง หรือมีเรื่องราวที่น่าสนใจ ก็อาจจะลองเขียนบล็อก หรือเป็นนักรีวิวสินค้าก็ได้ค่ะ การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนหนุ่มสาวเท่านั้นนะคะ การที่ท่านได้ลองใช้โซเชียลมีเดีย ได้ทำคอนเทนต์ จะช่วยให้ท่านได้เชื่อมต่อกับโลกภายนอก ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แถมยังได้ฝึกสมองและมีรายได้อีกด้วยค่ะ อย่างแม่ของเพื่อนฉัน ท่านชอบดูซีรีส์เกาหลีมาก จนตอนนี้กลายเป็นนักรีวิวซีรีส์ในเพจเล็กๆ ของตัวเองไปแล้วค่ะ มีคนติดตามเยอะเลยนะ ได้ดูซีรีส์ฟรีแถมยังมีรายได้ค่ารีวิวอีกด้วย เจ๋งไปเลยใช่ไหมล่ะคะ
เตรียมพร้อมรับมือค่ารักษาพยาบาล: ความจริงที่มองข้ามไม่ได้

ประกันสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ: ลงทุนเพื่อความอุ่นใจ
เรื่องค่ารักษาพยาบาลนี่แหละค่ะ คือหนึ่งในค่าใช้จ่ายที่หลายๆ คนกังวลมากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อคุณพ่อคุณแม่เข้าสู่วัยสูงอายุ ความเสี่ยงในการเจ็บป่วยก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น และค่าใช้จ่ายในการรักษาก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะคะ การมีประกันสุขภาพที่เหมาะสม จึงเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ ลองสำรวจดูนะคะว่าตอนนี้คุณพ่อคุณแม่มีสวัสดิการอะไรบ้าง เช่น ประกันสังคม สิทธิบัตรทอง หรือสิทธิข้าราชการ ซึ่งแต่ละอย่างก็จะมีข้อจำกัดและวงเงินที่ต่างกันไป ถ้าสวัสดิการที่มีอยู่ไม่เพียงพอ หรือต้องการความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากขึ้น การพิจารณาซื้อประกันสุขภาพเพิ่มเติมสำหรับผู้สูงอายุ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ ถึงแม้เบี้ยประกันอาจจะสูงขึ้นตามวัย แต่เมื่อเทียบกับความคุ้มครองที่ได้ และความสบายใจเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ฉันมองว่ามันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ เลยนะคะ ลองปรึกษาตัวแทนประกันภัยหลายๆ ที่ดูค่ะ เพื่อหาแบบประกันที่ตอบโจทย์ความต้องการและงบประมาณของครอบครัวเรามากที่สุดค่ะ จำไว้นะคะว่าการป้องกันดีกว่าแก้ไขเสมอ
วางแผนสำรองเงินสำหรับกรณีฉุกเฉินด้านสุขภาพ
นอกเหนือจากการมีประกันสุขภาพแล้ว การมีเงินสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉินด้านสุขภาพ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ เพราะบางครั้งอาจมีค่าใช้จ่ายบางอย่างที่ประกันไม่คุ้มครอง หรือต้องสำรองจ่ายไปก่อน หรือในกรณีที่ต้องเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่อยู่นอกเครือข่ายของประกัน การมีเงินก้อนนี้จะช่วยให้เราไม่ต้องลำบากใจ หรือต้องไปหยิบยืมใครเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาค่ะ ลองปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ดูว่ามีเงินเก็บส่วนนี้อยู่เท่าไหร่แล้ว ถ้ายังไม่มี ก็อาจจะช่วยกันวางแผนค่อยๆ สะสมไปค่ะ อาจจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งจากรายได้ที่เรามี หรือจากรายได้เสริมของคุณพ่อคุณแม่เอง มาเก็บไว้ในส่วนนี้โดยเฉพาะ หรืออาจจะพิจารณาการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น กองทุนรวมตลาดเงิน เพื่อให้สามารถถอนออกมาใช้ได้ง่ายเมื่อจำเป็นค่ะ การมีเงินสำรองก้อนนี้ นอกจากจะช่วยให้เราอุ่นใจแล้ว ยังช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ได้รับการรักษาที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายด้วยนะคะ
มรดกและการจัดการทรัพย์สิน: วางแผนเพื่อความสุขของทุกคน
เริ่มต้นคุยเรื่องพินัยกรรมและความต้องการของท่าน
เรื่องมรดก หรือการจัดการทรัพย์สินเนี่ย หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องที่ไม่อยากคุยกันในครอบครัวใช่ไหมคะ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เลยนะ ยิ่งเราวางแผนล่วงหน้าได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีเท่านั้นค่ะ เพราะมันช่วยลดความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ และทำให้เรามั่นใจได้ว่าทรัพย์สินที่คุณพ่อคุณแม่สร้างมาตลอดชีวิต จะได้รับการจัดสรรไปตามความตั้งใจของท่านจริงๆ ลองเปิดใจคุยกับท่านอย่างนุ่มนวลนะคะ อาจจะเริ่มต้นด้วยการถามว่า “คุณพ่อคุณแม่เคยคิดเรื่องการจัดการทรัพย์สินไว้บ้างไหมคะ” หรือ “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น หนูอยากรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่มีความต้องการอะไรบ้างเกี่ยวกับทรัพย์สินของเรา” การรู้ความต้องการของท่านล่วงหน้า จะช่วยให้เราดำเนินการได้อย่างถูกต้อง และลดความยุ่งยากในอนาคตค่ะ บางทีท่านก็อาจจะอยากเขียนพินัยกรรม หรืออาจจะอยากจัดการโอนทรัพย์สินบางอย่างให้ลูกหลานไว้ล่วงหน้าก็ได้ค่ะ
ทางเลือกในการจัดการทรัพย์สินและลดภาระภาษี
นอกจากการทำพินัยกรรมแล้ว ก็ยังมีอีกหลายทางเลือกในการจัดการทรัพย์สินที่น่าสนใจ เพื่อให้ทรัพย์สินถูกส่งต่อไปยังทายาทได้อย่างราบรื่น และอาจจะช่วยลดภาระภาษีมรดกได้ด้วยนะคะ เช่น การโอนทรัพย์สินให้โดยเสน่หาในระหว่างมีชีวิต ซึ่งอาจจะทยอยโอนทีละส่วน หรือการจัดตั้งกองทุนรวม หรือทรัสต์ เพื่อจัดการทรัพย์สินตามวัตถุประสงค์ที่คุณพ่อคุณแม่กำหนดไว้ หรือการทำประกันชีวิตแบบมีผู้รับผลประโยชน์ ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เงินไปถึงมือผู้รับได้อย่างรวดเร็วและไม่ติดขั้นตอนทางกฎหมายมากนักค่ะ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย หรือนักวางแผนการเงิน จะช่วยให้เราเข้าใจทางเลือกต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง และเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับครอบครัวของเราค่ะ อย่าปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกซุกไว้ใต้พรมเลยนะคะ การวางแผนที่ดีวันนี้ คือความสบายใจของทุกคนในวันข้างหน้าค่ะ
สร้างความสุขใจให้คุณพ่อคุณแม่: บทบาทของลูกๆ ที่แท้จริง
ดูแลสุขภาพกายใจของท่านอย่างสม่ำเสมอ
เหนือสิ่งอื่นใด เรื่องเงินทองก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่สุขภาพกายและใจของคุณพ่อคุณแม่นั่นแหละค่ะ คือทรัพย์สมบัติที่ประเมินค่าไม่ได้เลยนะ เพราะต่อให้มีเงินมากมายแค่ไหน ถ้าสุขภาพไม่ดี ก็ไม่สามารถมีความสุขกับการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่หรอกค่ะ ในฐานะลูกๆ เราควรใส่ใจดูแลสุขภาพของท่านอย่างสม่ำเสมอ พาไปตรวจสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละครั้ง ชวนท่านออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินเล่น โยคะ หรือทำกิจกรรมที่ท่านชอบ และที่สำคัญไม่แพ้กันเลยก็คือ การดูแลสุขภาพใจของท่านค่ะ หมั่นพูดคุย สอบถามสารทุกข์สุกดิบ ชวนท่านไปเที่ยวพักผ่อน ทำกิจกรรมร่วมกัน หรือเพียงแค่การนั่งฟังเรื่องราวที่ท่านอยากเล่า ก็ช่วยให้ท่านรู้สึกไม่เหงาและมีคุณค่าในตัวเองแล้วค่ะ อย่าปล่อยให้ท่านรู้สึกโดดเดี่ยว หรือถูกทอดทิ้งนะคะ อย่างน้อยแค่โทรศัพท์หาท่านทุกวัน วันละนิดวันละหน่อย ก็สร้างรอยยิ้มให้ท่านได้มากแล้วค่ะ
เป็นหลักประกันทางใจที่มั่นคง
สุดท้ายนี้ ฉันอยากจะบอกว่า ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเงินของครอบครัวจะเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่เราอยู่เคียงข้างคุณพ่อคุณแม่ และเป็นหลักประกันทางใจที่มั่นคงให้กับท่านค่ะ การที่ท่านรู้ว่ามีลูกๆ คอยดูแล ห่วงใย และพร้อมที่จะช่วยเหลือเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ทำให้ท่านรู้สึกอุ่นใจและมีความสุขมากที่สุดแล้วค่ะ บางครั้งคุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะไม่ต้องการเงินทองจากเราโดยตรงหรอกนะคะ แต่สิ่งที่ท่านต้องการจริงๆ คือความรัก ความเอาใจใส่ และการรับรู้ว่าเราไม่เคยทอดทิ้งท่านไปไหน การมีส่วนร่วมในการวางแผนทางการเงินของท่าน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่เราแสดงออกถึงความรักและความห่วงใยค่ะ เพราะเมื่อเราทุกคนในครอบครัวจับมือเดินหน้าไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไร เราก็จะผ่านมันไปได้อย่างแน่นอนค่ะ ขอให้ทุกครอบครัวมีความสุขและความมั่นคงทางการเงินไปพร้อมๆ กันนะคะ!
글을มาทิ้งท้าย
เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน? หวังว่าบทความนี้จะช่วยเปิดมุมมองและสร้างแรงบันดาลใจให้หลายๆ คน ได้เริ่มหันมาสนใจและวางแผนเรื่องเงินๆ ทองๆ ของครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งของคุณพ่อคุณแม่กันมากขึ้นนะคะ ฉันรู้ว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและอาจจะพูดคุยกันยากในบางบ้าน แต่เชื่อเถอะค่ะว่าถ้าเราเริ่มต้นด้วยความรัก ความห่วงใย และความปรารถนาดีอย่างแท้จริง กำแพงเหล่านั้นจะค่อยๆ ทลายลงไปเอง การวางแผนที่ดีตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่แค่เพื่อความมั่นคงทางการเงินเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความสบายใจ ความสุข และการได้ใช้ชีวิตในวัยเกษียณอย่างมีคุณภาพของคนที่เรารักด้วยนะคะ อย่าปล่อยให้ความกังวลเรื่องเงินมาบดบังความสุขในครอบครัวเลยค่ะ มาช่วยกันสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้คุณพ่อคุณแม่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและไร้กังวลกันนะคะ แล้วเราทุกคนก็จะมีความสุขไปด้วยกันค่ะ
알아두면 쓸모 있는 정보
1. สำรวจสวัสดิการภาครัฐสำหรับผู้สูงอายุ: อย่าลืมตรวจสอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่รัฐบาลมอบให้ผู้สูงอายุในประเทศไทยนะคะ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หรือสวัสดิการด้านสุขภาพอย่างบัตรทอง เพราะนี่เป็นแหล่งรายได้และสวัสดิการพื้นฐานที่สำคัญมากๆ เลยค่ะ บางครั้งมีโครงการหรือเงินกู้เพื่อประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงอายุด้วยนะ อย่างเช่น เงินกู้จากกองทุนผู้สูงอายุ สูงสุด 30,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งมีผู้สูงอายุจำนวนมากใช้ประโยชน์จากตรงนี้แล้วในปี 2023.
2. พิจารณาเรื่องประกันสุขภาพแบบมีร่วมจ่าย (Co-payment): ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป มีแนวโน้มว่าแผนประกันสุขภาพแบบมีการร่วมจ่ายจะเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อช่วยให้เบี้ยประกันถูกลงและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ. ลองศึกษาทางเลือกนี้ดูนะคะ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้รับการคุ้มครองที่เพียงพอในราคาที่เหมาะสม และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลยามฉุกเฉิน หรือการเจ็บป่วยเล็กน้อยที่ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลใหญ่ๆ บ่อยครั้ง.
3. วางแผนสร้างรายได้เสริมจากความชอบหรือทักษะ: คุณพ่อคุณแม่หลายท่านมีทักษะและประสบการณ์มากมายที่สามารถนำมาสร้างรายได้เสริมได้ ลองสนับสนุนให้ท่านทำในสิ่งที่รัก เช่น เปิดคอร์สสอนทำอาหาร สอนงานฝีมือ หรือแม้แต่การสร้างช่องทางออนไลน์เพื่อแบ่งปันความรู้ ความเชี่ยวชาญ อย่างเช่น การทำช่อง YouTube หรือ TikTok นอกจากจะได้เงินแล้ว ยังช่วยให้ท่านรู้สึกมีคุณค่าและมีความสุขกับการได้ใช้ชีวิตอย่างกระตือรือร้นอีกด้วยนะคะ
4. ศึกษาเรื่องการจัดการมรดกและพินัยกรรม: การทำพินัยกรรม หรือการวางแผนจัดการทรัพย์สินล่วงหน้า ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวนะคะ แต่มันคือการแสดงความรักและความรับผิดชอบ เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพย์สินที่ท่านสร้างมาจะถูกจัดสรรไปตามความต้องการอย่างแท้จริง และยังช่วยลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในครอบครัวได้ด้วย. การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือนักวางแผนการเงินจะช่วยให้เข้าใจรายละเอียดต่างๆ และเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดค่ะ
5. พิจารณาการลงทุนที่เหมาะสมกับวัย: ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะชอบการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำและให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ลองศึกษาการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงและปลอดภัย เช่น เงินฝากประจำ หรือกองทุนรวมตลาดเงิน เพื่อให้มีเงินสำรองยามฉุกเฉิน และยังสามารถสร้างผลตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ได้อย่างต่อเนื่องนะคะ. บางครอบครัวอาจพิจารณาอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า เพื่อสร้างรายได้แบบ Passive Income ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกันค่ะ.
중요 사항 정리
สรุปแล้ว การวางแผนการเงินสำหรับคุณพ่อคุณแม่ ไม่ใช่แค่เรื่องเงินๆ ทองๆ เท่านั้นนะคะ แต่มันคือการสร้างความสุขและความมั่นคงให้กับทุกชีวิตในครอบครัว เริ่มต้นด้วยการเปิดใจคุยกันอย่างสม่ำเสมอ สำรวจสถานะทางการเงิน วางแผนจัดการหนี้สิน สร้างรายได้เสริม และเตรียมพร้อมรับมือค่ารักษาพยาบาล รวมถึงการจัดการมรดกอย่างรอบคอบ ที่สำคัญที่สุดคือการที่เราอยู่เคียงข้างท่าน เป็นหลักประกันทางใจที่มั่นคง และดูแลสุขภาพกายใจของท่านให้ดีที่สุด เพราะความรักความผูกพันในครอบครัวนี่แหละค่ะ คือสิ่งที่มีค่าที่สุดเหนือกว่าเงินทองใดๆ อย่าลืมหมั่นดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันนะคะ แล้วชีวิตในวัยเกษียณของคุณพ่อคุณแม่ก็จะเปี่ยมสุขและไร้กังวลอย่างแน่นอนค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: จะเริ่มต้นคุยเรื่องเงินกับคุณพ่อคุณแม่ยังไงดีคะ เพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและพูดยากมากๆ เลย?
ตอบ: เข้าใจเลยค่ะว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ กับผู้ใหญ่ในบ้านเรามันเป็นเรื่องที่ยากจะเอ่ยถึงจริงๆ นะคะ บางคนถึงกับรู้สึกว่าคุยเรื่องอื่นง่ายกว่าซะอีก! แต่จากประสบการณ์ตรงของฉันเลยนะ ยิ่งเริ่มคุยเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีค่ะ อย่ารอให้ปัญหามันเกิดจนสายเกินไป ลองใช้หลักการง่ายๆ ที่ฉันใช้แล้วเวิร์กดูนะคะอันดับแรกเลยคือ “การเปิดใจ” ค่ะ ไม่ต้องไปถามตรงๆ ว่า “พ่อแม่มีเงินเก็บเท่าไหร่” เพราะนั่นอาจจะทำให้ท่านรู้สึกไม่สบายใจ ลองเปลี่ยนเป็นคำถามปลายเปิดที่นุ่มนวลกว่า เช่น “คุณพ่อคุณแม่มีแผนการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างไรบ้างคะ” หรือ “ตอนนี้มีอะไรที่หนูพอจะช่วยดูแลได้บ้างไหมคะ” บางทีท่านอาจจะอยากมีบ้านเล็กๆ อยู่ต่างจังหวัด หรืออยากไปเที่ยวพักผ่อน การเริ่มต้นด้วยความฝันของท่านจะช่วยให้การสนทนามีบรรยากาศที่ดีขึ้นเยอะเลยค่ะถ้าท่านยังไม่กล้าเปิดใจ ลองเริ่มต้นด้วยการ “เล่าเรื่องของตัวเอง” ก่อนก็ได้ค่ะ เช่น เล่าให้ฟังว่าเราเองก็กำลังวางแผนเกษียณของเราอยู่เหมือนกัน กังวลว่าจะมีเงินพอใช้ไหม แล้วลองถามความเห็นจากท่าน บางทีพ่อแม่ของเราอาจจะมีประสบการณ์หรือมุมมองดีๆ ที่เราคาดไม่ถึงเลยนะ เหมือนตอนที่ฉันเริ่มเล่าให้แม่ฟังเรื่องการลงทุนออนไลน์ แม่ก็สนใจอยากเรียนรู้เรื่องดิจิทัลแบงก์กิ้งขึ้นมาเลยค่ะ คือบางครั้งผู้ใหญ่อาจจะแค่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน การที่เราเป็นสะพานเชื่อมให้จะช่วยได้มากเลยค่ะที่สำคัญที่สุดคือ “ห้ามตำหนิหรือต่อว่า” เด็ดขาดนะคะ ไม่ว่าท่านจะมีแผนการเงินแบบไหน หรือมีปัญหาอะไรอยู่ก็ตาม การที่เราโมโหไปไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย มีแต่จะทำให้ท่านปิดใจและไม่อยากคุยกับเราอีก เราต้องเข้าใจว่าบางทีความรู้เรื่องการเงินสมัยนี้ก็ไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว เช่น เรื่องการฝากเงินที่ดอกเบี้ยไม่สูงเหมือนเดิม หรือความจำเป็นของประกันสุขภาพ เรามีหน้าที่ให้ข้อมูลและสนับสนุนท่านด้วยความเข้าใจและความรักจะดีกว่าค่ะ ลองนำคำแนะนำเหล่านี้ไปปรับใช้ดูนะคะ รับรองว่าได้ผลแน่นอน
ถาม: คุณพ่อคุณแม่ผู้สูงอายุในไทยมักจะเจอความท้าทายทางการเงินอะไรบ้างคะ แล้วภาครัฐมีสวัสดิการอะไรมาช่วยบ้างไหม?
ตอบ: ในฐานะที่ประเทศไทยเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัวเลยนะคะ สิ่งที่น่ากังวลก็คือผู้สูงอายุหลายท่านยังขาดความมั่นคงทางการเงินค่ะ จากข้อมูลที่ฉันเคยศึกษามาพบว่า ผู้สูงอายุไทยถึง 1 ใน 3 มีรายได้น้อยกว่าเส้นความยากจน และกว่า 40% มีเงินออมไม่ถึง 50,000 บาทด้วยซ้ำไป ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ผู้สูงอายุเกินครึ่งยังต้องพึ่งพารายได้จากลูกหลานเป็นหลัก และหลายท่านก็ยังมีภาระหนี้สินที่ต้องจ่ายอยู่เลยค่ะ บางคนยังต้องช่วยดูแลค่าใช้จ่ายของบุตรหลานอีกต่างหาก ทำให้การใช้ชีวิตหลังเกษียณไม่ได้สุขสบายอย่างที่ควรจะเป็นแต่โชคดีที่ภาครัฐเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจนะคะ มีสวัสดิการหลายอย่างที่เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระเหล่านี้ค่ะ ที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือ “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” ที่จะได้รับเป็นรายเดือนแบบขั้นบันไดตามช่วงวัย ยิ่งอายุเยอะก็ได้เยอะขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังมีสิทธิลดหย่อนค่าโดยสารรถสาธารณะครึ่งราคา ทั้งรถไฟฟ้า BTS และ Airport Rail Link เลยนะคะและที่สำคัญมากๆ คือเรื่อง “การดูแลสุขภาพ” ค่ะ ผู้สูงอายุมีสิทธิเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขได้ตามสิทธิ์บัตรทอง หรือประกันสังคมที่เคยส่งไว้ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย รวมถึงยังมีโครงการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุด้วยค่ะ เช่น การปรับปรุงห้องน้ำหรือห้องนอนที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยที่สุด โดยมีงบประมาณสนับสนุนสูงสุดถึง 40,000 บาทเลยนะคะ ถ้ามีคุณพ่อคุณแม่ที่มีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย ลองติดต่อกรมกิจการผู้สูงอายุ หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) ดูค่ะ ฉันเคยแนะนำเพื่อนไปแล้วก็ได้ผลดีมากเลยค่ะ
ถาม: ในฐานะลูกอย่างเรา จะช่วยดูแลเรื่องการเงินให้คุณพ่อคุณแม่ได้อย่างไรบ้างคะ โดยที่ไม่ทำให้การเงินของเราเองต้องลำบากไปด้วย?
ตอบ: คำถามนี้โดนใจฉันมากๆ เลยค่ะ เพราะฉันเองก็เคยอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องบาลานซ์ระหว่างการสร้างเนื้อสร้างตัวของตัวเองกับการดูแลคุณพ่อคุณแม่เหมือนกันค่ะ ไม่มีใครอยากเห็นคนที่เรารักลำบากหรอกเนอะ แต่เราก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีก่อนด้วยค่ะ เหมือนคำโบราณที่ว่า “เติมน้ำให้เต็มแก้วตัวเองก่อน แล้วค่อยรินเผื่อแผ่” นั่นแหละค่ะสิ่งแรกเลยนะคะ คือ “วางแผนร่วมกันอย่างเป็นระบบ” ค่ะ พอเราได้คุยเรื่องการเงินกับท่านแล้ว ก็จะเห็นภาพรวมชัดเจนขึ้นว่าคุณพ่อคุณแม่มีรายรับรายจ่ายเท่าไหร่ มีเงินออมหรือหนี้สินอะไรบ้าง จากนั้นเราก็มาดูกันว่าเราจะช่วยแบ่งเบาภาระอะไรได้บ้าง เช่น1.
การสนับสนุนค่าใช้จ่ายประจำ: อาจจะให้เป็นเงินก้อนรายเดือนตามกำลังของเรา หรือช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางอย่างที่จำเป็น เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร หรือค่ารักษาพยาบาล ไม่จำเป็นต้องให้เยอะจนตัวเองเดือดร้อนนะคะ ให้เท่าที่เราไหวและสม่ำเสมอดีกว่าค่ะ
2.
วางแผนเรื่องสุขภาพและประกัน: ค่ารักษาพยาบาลผู้สูงอายุค่อนข้างสูงมากค่ะ การมีประกันสุขภาพที่เหมาะสมจะช่วยลดความกังวลได้เยอะเลย เราอาจจะลองศึกษาข้อมูลประกันสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ หรือใช้สิทธิ์บัตรทอง/ประกันสังคมที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดค่ะ
3.
ช่วยกันเพิ่มรายได้หรือลดรายจ่าย: ลองดูว่ามีช่องทางไหนที่คุณพ่อคุณแม่พอจะหารายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆ ได้ไหม เช่น การขายของออนไลน์ หรือใช้ความรู้และประสบการณ์ที่ท่านมี หรืออาจจะช่วยกันดูว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่สามารถปรับลดลงได้บ้าง เช่น ค่ากิจกรรมสันทนาการที่ไม่จำเป็น หรือการลดการสนับสนุนบุตรหลานในบางโอกาส
4.
ระวังภัยมิจฉาชีพ: สมัยนี้มิจฉาชีพมีกลโกงเยอะมากๆ เลยค่ะ โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุที่อาจจะไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี เราควรให้ข้อมูลและคอยเตือนท่านอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ท่านตกเป็นเหยื่อและเสียเงินเก็บไปโดยไม่จำเป็นค่ะจำไว้นะคะว่าการช่วยเหลือไม่ได้หมายถึงการทุ่มทุกอย่างที่เรามีให้จนหมดตัว แต่คือการอยู่เคียงข้าง ให้กำลังใจ และช่วยท่านวางแผนอย่างชาญฉลาด เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวมีชีวิตที่ดีและมีความสุขไปด้วยกันค่ะ ฉันเชื่อว่าถ้าเราช่วยกันวางแผนดีๆ อนาคตทางการเงินที่มั่นคงก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝันแน่นอนค่ะ






