การเริ่มคุยระหว่างพ่อแม่กับลูกไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดปัญหาใหญ่ เลือกช่วงที่ทุกคนพร้อม เริ่มจากเรื่องใกล้ตัว รับฟังโดยไม่ตัดสิน และประเมินว่าควรใช้เครื่องมือช่วยสื่อสารหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อใด
เริ่มคุยเรื่องสำคัญกับพ่อแม่ได้เมื่อทั้งสองฝ่ายมีพื้นที่จะฟังกัน ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดปัญหาใหญ่ก่อน จังหวะที่เหมาะคือช่วงที่เป็นส่วนตัว ไม่มีเรื่องเร่งด่วน และไม่ได้กำลังโกรธ
หากยังไม่พร้อมคุยยาว ๆ ให้เริ่มจากคำถามสั้น ๆ หรือข้อความนำก่อนก็ได้ เป้าหมายแรกไม่ใช่การทำให้อีกฝ่ายเห็นด้วย แต่คือการเปิดพื้นที่ให้เข้าใจกันมากขึ้น
คนต่างวัยอาจใช้ภาษา ประสบการณ์ และความคาดหวังต่างกัน จึงตีความประโยคเดียวกันไม่เหมือนกันได้
การถามแบบปลายเปิด การฟังโดยไม่รีบตัดสิน และการนัดคุยต่อ ช่วยให้บทสนทนาไม่กลายเป็นการปะทะ
เมื่อคุยกันเองติดขัด หนังสือพัฒนาความสัมพันธ์ เวิร์กช็อปครอบครัว หรือบริการปรึกษาครอบครัวอาจเป็นตัวช่วยได้ โดยควรเลือกตามความจำเป็น ความเป็นส่วนตัว และเงื่อนไขของแต่ละบริการ
แต่ถ้ามีประเด็นความปลอดภัย ความรุนแรง การทำร้ายตนเอง หรือความเสี่ยงเร่งด่วน ควรขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้หรือผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว
ดูภาพรวม
- เริ่มเมื่อพร้อมฟัง ไม่ใช่เมื่อพร้อมสอน เรื่องเล็กที่ค้างคาใจสามารถเริ่มคุยได้ก่อนจะสะสม
- เลือกเวลาที่เป็นส่วนตัว ไม่มีภารกิจเร่งด่วน และอารมณ์ไม่ตึงเครียด
- ถ้าคุยเองวนซ้ำหรือมีความเสี่ยง ควรพิจารณาเครื่องมือช่วยสื่อสารหรือผู้เชี่ยวชาญ
| แนวทาง | เหมาะกับสถานการณ์ | ข้อดี | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| คุยกันเองตอนนี้ | มีเรื่องใกล้ตัวที่อยากเข้าใจกัน และทั้งคู่พอมีเวลาฟัง | ตรงไปตรงมา ปรับคำพูดและจังหวะได้ทันที | ไม่ควรเริ่มระหว่างโกรธ เหนื่อย หรืออยู่ต่อหน้าคนอื่นมากเกินไป |
| รอจังหวะที่พร้อม | มีเรื่องสำคัญ แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำลังเครียดหรือมีภารกิจเร่งด่วน | ลดโอกาสพูดแรงเพราะอารมณ์ชั่วคราว | ควรบอกให้ชัดว่าต้องการกลับมาคุย ไม่ใช่หลีกเลี่ยงปัญหา |
| ใช้ข้อความนำก่อน | เริ่มคุยต่อหน้ายาก หรืออยากให้อีกฝ่ายมีเวลาคิด | ช่วยตั้งเจตนาและลดแรงกดดันตอนเริ่มต้น | ข้อความอาจถูกตีความต่างจากน้ำเสียง ควรนัดคุยต่อเมื่อเหมาะสม |
| ขอคนกลางช่วย | ความขัดแย้งสะสม คุยกันแล้ววนเดิม หรือมีประเด็นละเอียดอ่อน | มีโครงสร้างในการสื่อสารและพื้นที่ที่เป็นกลางขึ้น | ควรตรวจสอบคุณวุฒิ ขอบเขตบริการ และเงื่อนไขค่าใช้จ่ายก่อนเลือก |
คำตอบสั้น ๆ: เริ่มเมื่อมีพื้นที่ให้ฟังกัน ไม่ต้องรอให้เกิดวิกฤต
คำถามว่า “ควรเริ่มคุยกับพ่อแม่เมื่อไร” ไม่มีคำตอบตายตัวสำหรับทุกบ้าน แต่เริ่มได้เมื่อมีเรื่องที่อยากเข้าใจ อยากบอกความรู้สึก หรืออยากหาทางอยู่ร่วมกันให้สบายใจขึ้น ไม่จำเป็นต้องรอให้ทะเลาะรุนแรงหรือเกิดเหตุใหญ่ เพราะเรื่องเล็กที่คุยอย่างอ่อนโยนอาจช่วยลดความเข้าใจผิดที่สะสมได้
สัญญาณว่าบทสนทนาธรรมดาควรเริ่มได้แล้ว
อาจเป็นช่วงที่คุณเริ่มรู้สึกว่าการคุยเรื่องเดิมทำให้ต่างฝ่ายต่างเงียบ หงุดหงิด หรือเดากันไปเอง เช่น อยากคุยเรื่องเวลาเรียน งาน การใช้ชีวิต ความคาดหวังในบ้าน หรือวิธีดูแลกันเมื่อมีความเครียด สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าปัญหาต้องใหญ่แค่ไหน แต่คือคุณอยากให้ความสัมพันธ์มีพื้นที่พูดกันมากขึ้นหรือไม่
ลองตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ก่อน เช่น “วันนี้อยากรู้ว่าพ่อแม่มองเรื่องนี้อย่างไร” แทนการตั้งเป้าว่า “ต้องทำให้ท่านยอมรับความคิดเรา” เป้าหมายที่เล็กและชัดช่วยลดแรงกดดันทั้งสองฝ่าย
กรณีที่ไม่ควรรอจังหวะสมบูรณ์แบบ
หากเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ความรุนแรง การทำร้ายตนเอง หรือความเสี่ยงเร่งด่วน ไม่ควรรอให้ทุกอย่างพร้อมเต็มที่ ควรขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้หรือผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว ในสถานการณ์เช่นนี้ การมีคนที่ช่วยรับฟังและประเมินทางเลือกอาจสำคัญกว่าการพยายามแก้ไขด้วยการคุยกันเพียงลำพัง
เลือกจังหวะและรูปแบบการคุยให้เหมาะกับเรื่อง
เนื้อหาเดียวกันอาจให้ผลต่างกันมาก หากเลือกเวลาหรือรูปแบบไม่เหมาะ เรื่องที่พูดได้สบาย ๆ อาจกลายเป็นความขัดแย้งได้เมื่อเริ่มในช่วงที่ต่างคนต่างรีบหรืออารมณ์ตึง การเลือกจังหวะจึงไม่ใช่การผัดวันประกันพรุ่ง แต่เป็นการเตรียมพื้นที่ให้ทุกคนฟังกันได้จริง
ตารางเปรียบเทียบ: คุยทันที รอเวลา หรือใช้ข้อความนำก่อน
หากเป็นเรื่องที่อยากพูดเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และทั้งคู่พอมีสมาธิ การคุยทันทีแบบสั้น ๆ อาจเหมาะกว่า แต่ถ้าบรรยากาศกำลังตึง ลองพูดว่า “เรื่องนี้สำคัญกับเรา อยากคุยตอนที่เราทั้งคู่สบายกว่านี้ได้ไหม”
สำหรับคนที่ไม่ถนัดเปิดประเด็นต่อหน้า ข้อความนำ อาจช่วยได้ เช่น “มีเรื่องอยากคุยเพื่อให้เราเข้าใจกันมากขึ้น ถ้าสะดวกอยากหาเวลาคุยกัน” วิธีนี้ไม่ใช่การตัดสินปัญหาผ่านข้อความ แต่เป็นการเปิดประตูไปสู่บทสนทนาที่เหมาะกว่า
ความเป็นส่วนตัว เวลา และอารมณ์: 3 เกณฑ์ก่อนเริ่ม
- ความเป็นส่วนตัว: เลือกพื้นที่ที่ไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถูกจับตามองหรืออายที่จะพูด
- เวลา: หลีกเลี่ยงช่วงก่อนออกจากบ้าน ระหว่างทำงาน หรือเวลาที่มีธุระเร่งด่วน
- อารมณ์: หากกำลังโกรธ น้อยใจ หรือเหนื่อยมาก อาจพักก่อนแล้วนัดกลับมาคุย
ก่อนเปิดประเด็น ลองเช็กตัวเองสั้น ๆ ว่า วันนี้อยากให้เกิดอะไรขึ้น มีเวลาคุยประมาณไหน และมีประโยคใดที่อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถูกกล่าวหาเกินไป การเตรียมเพียงเล็กน้อยช่วยให้บทสนทนามีทิศทางมากขึ้น
วิธีเปิดบทสนทนาโดยไม่ทำให้อีกฝ่ายตั้งการ์ด
คนต่างวัยมักมีประสบการณ์และความคาดหวังไม่เหมือนกัน คำพูดที่ตั้งใจถามอาจถูกฟังเป็นคำตำหนิได้ การเปิดบทสนทนาด้วยเจตนาที่ชัดและน้ำเสียงที่ไม่กดดัน จึงช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกปลอดภัยพอจะเล่ามุมของตัวเอง
ใช้คำถามปลายเปิดแทนคำตำหนิ
คำถามปลายเปิดช่วยให้อีกฝ่ายมีพื้นที่อธิบาย เช่น “พ่อแม่คิดอย่างไรกับเรื่องนี้” หรือ “อะไรทำให้พ่อแม่กังวลที่สุด” แทนคำพูดลักษณะตัดสิน เช่น “ทำไมไม่เคยเข้าใจเลย” หรือ “พ่อแม่ผิดตลอด”
การถามไม่ได้แปลว่าต้องเห็นด้วยทุกอย่าง แต่ช่วยให้คุณรู้ว่าความคิดหรือความกังวลของอีกฝ่ายมาจากไหน เมื่อเข้าใจจุดตั้งต้นแล้ว การหาทางออกที่ทั้งสองฝ่ายรับได้อาจง่ายขึ้น
บอกเจตนาให้ชัดว่าอยากเข้าใจ ไม่ใช่เอาชนะ
ประโยคเปิดที่เรียบง่ายอาจช่วยลดการตั้งรับได้ เช่น “เราอยากคุยเพราะอยากเข้าใจพ่อแม่มากขึ้น” หรือ “เราไม่ได้อยากเถียง แต่อยากให้พ่อแม่รู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร” เจตนาที่ชัดเจน ทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าการคุยครั้งนี้ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครถูกกว่า
ฟัง สะท้อนความรู้สึก และนัดคุยต่อเมื่อยังไม่พร้อม
การฟังอย่างตั้งใจไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยทันที คุณอาจสะท้อนสิ่งที่ได้ยินว่า “ฟังดูเหมือนพ่อแม่กังวลเรื่องความปลอดภัยของเรา” เพื่อเช็กว่าคุณเข้าใจถูกหรือไม่ วิธีนี้ช่วยลดการโต้เถียงจากการตีความผิด
ถ้าบทสนทนายังไม่พร้อมไปต่อ ให้พักได้โดยไม่ตัดขาด เช่น “ตอนนี้เราทั้งคู่เริ่มเหนื่อยแล้ว เราขอกลับมาคุยกันอีกครั้งได้ไหม” การนัดคุยต่อคือการยืนยันว่าเรื่องนี้ยังสำคัญ ไม่ใช่การหนีปัญหา
ข้อผิดพลาดที่ทำให้คนต่างวัยคุยกันไม่ต่อ
บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่เนื้อหา แต่อยู่ที่วิธีเริ่มและวิธีตอบกลับ เมื่อฝ่ายหนึ่งรู้สึกถูกกดดัน อีกฝ่ายก็มักเพิ่มน้ำหนักของคำพูดโดยไม่รู้ตัว วงจรเช่นนี้ทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้
เริ่มคุยตอนโกรธ เหนื่อย หรือมีคนอื่นอยู่ใกล้เกินไป
ช่วงที่อารมณ์สูงมักทำให้เราพูดเพื่อระบายมากกว่าพูดเพื่อเข้าใจ และการมีคนอื่นอยู่ใกล้อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเสียหน้า หากเริ่มรู้สึกว่าคำพูดแรงขึ้นเรื่อย ๆ การพักก่อนมักปลอดภัยกว่าฝืนคุยให้จบในครั้งเดียว
รีบให้คำแนะนำ เปรียบเทียบ หรือยกเรื่องเก่ามาตัดสิน
การรีบแก้ปัญหาแทนการฟัง อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าความรู้สึกของตนไม่สำคัญ เช่นเดียวกับการเปรียบเทียบกับคนอื่นหรือยกความผิดพลาดเก่ามายืนยันว่า “เป็นแบบนี้เสมอ” ควรแยกเรื่องที่กำลังคุยออกจากข้อกล่าวหาสะสม เพื่อให้ยังมีโอกาสหาทางออกในปัจจุบัน
คาดหวังคำตอบทันทีจากอีกฝ่าย
ไม่ใช่ทุกคนจะเรียบเรียงความรู้สึกได้ทันที โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่เคยพูดกันมาก่อน อีกฝ่ายอาจต้องใช้เวลาคิด การให้เวลาไม่ได้หมายความว่าเรื่องนั้นไม่มีความสำคัญ แต่เป็นการเคารพจังหวะของกันและกัน
เมื่อไรควรใช้หนังสือ เวิร์กช็อป หรือผู้เชี่ยวชาญเป็นตัวช่วย
เครื่องมือช่วยสื่อสารไม่ใช่คำตอบเดียวสำหรับทุกครอบครัว แต่มีประโยชน์เมื่ออยากได้แนวทางตั้งคำถาม ฝึกฟัง หรือจัดบทสนทนาให้เป็นระบบขึ้น การเลือกควรดูว่าปัญหาซับซ้อนเพียงใด ต้องการความเป็นส่วนตัวแค่ไหน และครอบครัวพร้อมลงทุนทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายหรือไม่
ปัญหาที่คุยเองได้และอาจใช้เครื่องมือช่วยสื่อสาร

หากยังพูดกันได้ แม้จะติดขัดบ้าง หนังสือพัฒนาความสัมพันธ์หรือเวิร์กช็อปครอบครัวอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่กดดันเกินไป เหมาะกับคนที่อยากเรียนรู้เรื่องคำถามปลายเปิด การฟังอย่างตั้งใจ หรือการสื่อสารระหว่างวัย
ก่อนเลือกหนังสือหรือเวิร์กช็อป ลองดูว่าเนื้อหาตรงกับประเด็นที่ต้องการหรือไม่ รูปแบบเหมาะกับการเรียนรู้ของครอบครัวหรือเปล่า และผู้จัดอธิบายขอบเขตของกิจกรรมไว้อย่างชัดเจนหรือไม่
เกณฑ์ตรวจสอบผู้ให้บริการปรึกษาครอบครัวและค่าใช้จ่าย
เมื่อความขัดแย้งสะสมจนคุยกันเองยาก บริการปรึกษาครอบครัวอาจช่วยสร้างพื้นที่ที่มีโครงสร้างมากขึ้น ก่อนตัดสินใจ ควรตรวจสอบคุณวุฒิของผู้ให้บริการ ขอบเขตบริการ รูปแบบการนัดหมาย ความเป็นส่วนตัว และเงื่อนไขค่าใช้จ่าย
ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการและสถานการณ์ของแต่ละครอบครัว จึงไม่ควรตัดสินจากราคาเพียงอย่างเดียว ควรถามข้อมูลที่จำเป็นก่อนเลือกใช้บริการ เพื่อให้รู้ว่ารูปแบบนั้นเหมาะกับความต้องการจริงหรือไม่
สัญญาณที่ควรขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
หากมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ความรุนแรง การทำร้ายตนเอง หรือสถานการณ์เร่งด่วน ควรติดต่อผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้หรือผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว ไม่ควรรับภาระการจัดการเพียงคนเดียว หรือรอให้บทสนทนาภายในบ้านพร้อมก่อนเสมอไป
เลือกแนวทางและเปรียบเทียบสรุปก่อนเริ่มคุย
คุยกันเองเหมาะกับใคร
เหมาะกับครอบครัวที่ยังพอรับฟังกันได้ และประเด็นที่ต้องการคุยยังไม่อยู่ในภาวะเร่งด่วน ควรเริ่มจากเป้าหมายเล็ก เลือกเวลาที่เหมาะ และไม่บังคับให้ต้องได้ข้อสรุปทั้งหมดในครั้งเดียว
เครื่องมือเรียนรู้เหมาะกับใคร
หนังสือหรือเวิร์กช็อปครอบครัวเหมาะกับคนที่อยากมีแนวทางการสื่อสารเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มอย่างไร ให้พิจารณาเนื้อหา รูปแบบการเรียนรู้ ความเป็นส่วนตัว และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจ
การปรึกษาครอบครัวเหมาะกับสถานการณ์ใด
อาจเหมาะเมื่อคุยกันเองแล้วติดอยู่ในรูปแบบเดิม ความขัดแย้งสะสม หรือมีเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องการคนกลางช่วยจัดพื้นที่สนทนา หากมีประเด็นด้านความปลอดภัยหรือความรุนแรง ควรให้ความสำคัญกับการขอความช่วยเหลือโดยเร็ว
เกณฑ์การเลือกและสรุปเปรียบเทียบ
ก่อนเลือกว่าจะคุยเอง ใช้หนังสือหรือเวิร์กช็อป หรือปรึกษาครอบครัว ให้เช็กประเด็นต่อไปนี้
- เวลา: ทุกฝ่ายมีเวลาพอจะฟังกันหรือควรนัดช่วงใหม่
- ระดับความขัดแย้ง: ยังพูดคุยกันได้ หรือวนกลับไปสู่การโต้เถียงทุกครั้ง
- ความเป็นส่วนตัว: ต้องการพื้นที่ปิดหรือรูปแบบที่มีคนกลางหรือไม่
- งบประมาณและเงื่อนไข: ตรวจสอบค่าใช้จ่าย ขอบเขตบริการ และรูปแบบก่อนเลือก
- ความปลอดภัย: หากมีความเสี่ยงเร่งด่วน ควรขอความช่วยเหลือทันที
หากกำลังเปรียบเทียบหนังสือ เวิร์กช็อป หรือบริการปรึกษาครอบครัว ให้ดูรายละเอียดคุณวุฒิ ขอบเขต และเงื่อนไขของแต่ละทางเลือกในหน้าข้อมูลอย่างเป็นทางการก่อน
ส่งท้าย
บทสนทนาที่ดีไม่ได้เริ่มจากคำพูดที่สมบูรณ์แบบเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการยอมรับว่าเราอยากเข้าใจกันมากขึ้น เลือกจังหวะที่เหมาะ ถามอย่างไม่กล่าวโทษ และฟังโดยไม่รีบตัดสิน
หากอีกฝ่ายยังไม่เปิดใจในครั้งแรก ไม่ได้แปลว่าความพยายามล้มเหลว บางคนต้องใช้เวลาเพื่อรู้สึกปลอดภัยพอจะพูดเรื่องสำคัญ ความต่อเนื่องและความเคารพต่อกันมักสำคัญกว่าการได้คำตอบทันที
ข้อมูลที่ควรรู้เพิ่มเติม
1. คนต่างวัยอาจเข้าใจคำเดียวกันต่างกัน เพราะมีประสบการณ์และความคาดหวังไม่เหมือนกัน
2. การรับฟังไม่ได้หมายถึงต้องเห็นด้วย แต่เป็นการเปิดโอกาสให้เห็นมุมมองของอีกฝ่าย
3. ข้อความสั้น ๆ สามารถใช้เปิดประเด็นได้ หากยังไม่พร้อมคุยต่อหน้า
4. การพักบทสนทนาอย่างมีข้อตกลงว่าจะกลับมาคุยต่อ ดีกว่าฝืนคุยจนเกิดคำพูดที่ทำร้ายกัน
ข้อควรทราบสำคัญ
ไม่มีอายุ ช่วงเวลา หรือวิธีสื่อสารแบบเดียวที่เหมาะกับทุกครอบครัว และไม่สามารถรับประกันได้ว่าการเปิดบทสนทนาเพียงครั้งเดียวจะทำให้อีกฝ่ายเปิดใจทันที ไม่ควรวินิจฉัยปัญหาสุขภาพใจหรือความสัมพันธ์จากพฤติกรรมเพียงเหตุการณ์เดียว
บริการปรึกษาครอบครัวมีค่าใช้จ่าย ระยะเวลา และรูปแบบที่แตกต่างกัน ควรตรวจสอบข้อมูลกับผู้ให้บริการโดยตรงก่อนตัดสินใจ หากมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ความรุนแรง หรือการทำร้ายตนเอง ควรขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้หรือผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว
คำถามที่พบบ่อย
Q1. ถ้าพ่อแม่ไม่ค่อยพูดเรื่องความรู้สึก ควรเริ่มบทสนทนาอย่างไร?
A1. เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวและคำถามสั้น ๆ ที่ไม่กดดัน เช่น “ช่วงนี้พ่อแม่เหนื่อยไหม” หรือ “มีอะไรที่อยากให้เราช่วยไหม” จากนั้นฟังคำตอบโดยไม่รีบแก้ปัญหา หากยังไม่พร้อมคุยลึก ๆ อาจบอกเจตนาว่าอยากเข้าใจกันมากขึ้น และค่อยนัดเวลาคุยต่อ
Q2. ควรเลือกคุยต่อหน้า โทรศัพท์ หรือส่งข้อความก่อน แบบไหนเหมาะกว่า?
A2. ขึ้นอยู่กับความสบายใจและความละเอียดอ่อนของเรื่อง การคุยต่อหน้าเหมาะเมื่อมีเวลาส่วนตัวและทั้งคู่พอพร้อมฟัง โทรศัพท์อาจเหมาะเมื่ออยู่คนละที่ ส่วนข้อความเหมาะสำหรับเปิดประเด็นหรือนัดเวลา แต่เรื่องที่อาจตีความผิดง่ายควรหาโอกาสคุยต่อด้วยรูปแบบที่ได้ยินน้ำเสียงกัน
Q3. การปรึกษาครอบครัวเหมาะเมื่อไร และควรเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายหรือคุณสมบัติอะไรบ้าง?
A3. อาจพิจารณาเมื่อความขัดแย้งสะสม คุยกันเองแล้ววนเดิม หรือมีเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องการคนกลางช่วย ก่อนเลือกควรดูคุณวุฒิของผู้ให้บริการ ขอบเขตบริการ รูปแบบการนัดหมาย ความเป็นส่วนตัว และเงื่อนไขค่าใช้จ่าย เนื่องจากรายละเอียดเหล่านี้แตกต่างกันตามผู้ให้บริการและสถานการณ์ของแต่ละครอบครัว





